ชอบถามและเคยถามตัวเองอยู่เสมอว่า
สิ่งที่ทำอยู่ที่คิดว่าดีนั้นมันใช่สิ่งที่ดีจริงหรือไม่
หลายครั้งหรือเกือบทั้งหมดของคำตอบที่ได้
คือ มันอาจจะดีแค่เพียงในสายตาของเรา
ขณะเดียวสายตาคนอื่นนั้นอาจเป็นเพียงความรำคาญชนิดหนึ่งก็เป็นได้
 
เมื่อคิดได้เช่นนี้
จึงมักจะลดสายตาลงมามองตัวเองมากขึ้น
มองอย่างเป็นกลางให้มากที่สุดที่จะเป็นได้
และมักจะพบอีกว่า
แท้จริงแล้วเราไม่ได้ดีอย่างที่เราเคยคิดไว้เลย
 
ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตนทำดีว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดี
ยังคงเชื่อมั่นอยู่
แต่จะได้มุมมองใหม่กลับมาว่า
สิ่งที่เราทำมันอาจจะดีแค่กับคนเฉพาะกลุ่มหนึ่ง
ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะไม่มองเช่นนั้น
 
เมื่อมีคนเยินยอเรามักจะตัวพองโต
คิดว่าตัวเองเนี่ยแหละที่ใช่ในแบบอย่างของความดี
แต่เมื่อมีใครคนหนึ่งตำหนิถึงสิ่งที่ทำ
มักจะรีบเถียงโดยที่คิดไว้ก่อนว่าสิ่งที่ทำคือสิ่งที่ถูก
โดยไม่เคยมองว่า คนที่ตำหนิเค้ามองอีกด้านหนึ่ง
ด้านที่ไม่เคยมอง
 
เมือสิ้นบทสนทนาของการกล่าวติเตียน
นั่งอยู่กับความเงียบ คิดไตร่สิ่งที่ทำตรองสิ่งที่คิด
มักจะพบเสมอๆว่า เราไม่ได้ดีอย่างที่เราคิดไว้เลยจริงๆ
 
โชคดีที่มีคนกล้าตำหนิสิ่งที่ทำอย่างจริงจัง
เพราะว่านั่นถือได้ว่าเป็นเชือกที่คอยดึงไว้
ไม่ให้ตัวลอยขึ้นสูงจนมองไม่เห็นคนที่อยู่ข้างล่าง
เชือกนั้นจะคอยดึงรั้งไว้ให้เราอยู่กับความจริงที่ว่า
เราไม่ได้ดีอย่างที่เราคิด และสิ่งที่เราคิดว่าดีมันก็อาจไม่ดีอย่างที่คิดเช่นกัน
 
โลกของเรานั้นมันมีมุมมองที่หลากหลายมากกว่าที่เรามอง
 
ไม่ได้ต่อต้านการทำดีภายใต้ความรู้สึกที่เกิดขึ้น
แต่มันหมายถึงว่า ภายใต้การกระทำที่คิดว่าดีนั้น
ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องมองว่าดีเสมอไป
 
สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเค้าเสมอไป
 
ต่างคนก็ต่างมองความดีไปตามสิ่งที่ตนเป็น
กระนั้นก็ตามการยืนหยัดในสิ่งที่ตนทำและเห็นว่าดีนั้น
ก็ถือว่าจำเป็นในการใช้ชีวิต
แต่สิ่งที่จำเป็นกว่าคือการที่มีคนมาตำหนิว่ามันไม่ดีครบอย่างที่คิด
ยอมรับ และเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งนั้น
เข้าใจ ยอมรับ คำตำหนิของคนภายนอกภายใต้การมองที่ต่าง
 
เพราะไม่เช่นนั้น
หากแต่ละคนยึดถือแต่สิ่งที่ตนทำว่าเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ควร
ความดีเหล่านั้นเองจะห้ำหั่นกัน
ภายใต้ข้อจำกัดของคำว่า กูดีกว่ามึง
และนี่คงไม่ใช่สิ่งที่ต้องการนัก
 
เรารักสิ่งที่เราเป็น เค้าก็รักสิ่งที่เค้าเป็นเช่นกัน
 
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม
ทุกคนจะมีสิ่งที่ตนเป็นอยู่เสมอ
เราล้วนพร้อมที่จะเดินทางตามสิ่งที่ตนเป็น
สิ่งที่ตนเป็น สิ่งที่ตนคิดว่าดี
ทุกคนต่างถือความดีคนละตัวกันทั้งนั้น
 
คงจะดีไม่น้อยที่เมื่อมีการท้วงติง ตำหนิ ถึงสิ่งที่ทุกคนต่างถืออยู่นั้น
เราจะกล้าพอที่จะว่างสิ่งที่ถืออยู่ลง
แล้วลองไปถือสิ่งที่คนอื่นถือดูบ้าง
อาจจะไม่สามารถยกขึ้นมาอยู่บนหัว
แล้วเดินเฉิดฉายได้เหมือนเจ้าของที่แท้จริง
แต่อย่างน้อยคนสองคนจะเข้าใจกันมากขึ้น
 
ทั้งนี้อย่าไปหมายมั่นว่าจะเข้าใจทั้งหมด
มันเป็นไปไม่ได้
เพราะขนาดตัวเราบางครั้งยังไม่เข้าใจตัวเองเลย
 
ลองแบกขึ้นหัวแล้ววางลง กลับไปแบกของตัวเองอีกครั้ง
จะพบว่า สิ่งที่เราคิดมันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเลย
จะพบมุมมองใหม่เพิ่มขึ้นอยู่เสมอทุกครั้งที่ยกสิ่งที่คนอื่นถือขึ้นหัว
นี่เองที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า เข้าใจมากขึ้น
 
ใครที่แบกของตัวเองไว้มากหน่อย
ก็ยากหน่อยที่จะวางของตัวเองลง
เพราะมันทั้งหนักและยากในการแบกมันขึ้นอีกครั้ง
 
ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่แบกมันไว้มากเหลือเกิน
จนบางครั้งจึงจำเป็นต้องต้องเจ็บปวดมากกว่าที่เป็น
ทุกวันนี้มักจะทบทวนตัวเองเสมอๆ
เพื่อให้ได้วางสิ่งที่แบกไว้ลง เพื่อจะได้มองเห็นสิ่งต่างๆมากขึ้น
การวางลงอาจจะเหนื่อย เพราะต้องค่อยๆวางลงทีละอย่างๆ
ยิ่งแบกไว้มากยิ่งเหนื่อยไม่อยากวางลง
เพราะกลัวว่าเมื่อวางแล้วแบกขึ้นอีกครั้งมันจะลำบากยิ่งกว่าเดิม
แต่ทุกครั้งที่ไม่อยากวาง
ก็จะรีบย้ำกับตัวเองเสมอว่าการวางลงแล้วลองแบกของคนอื่นดู
มันก็ถือเป็นการพักพ่อนร่างกายจากภาระที่หนักอึ้ง
ซึ่งมันก็ถือว่าดีไม่หยอกทีเดียว
 
ที่สำคัญเมื่อวางมันลงและลองแบกของคนอื่นดูบ้าง
ครั้งต่อไปของการแบกขึ้นและเดินทาง
เราจะไม่เหนื่อยอีกต่อไป
เพราะการแบกเดินทางครั้งหลังจากวางลงนั้น
เราไม่ได้แบกคนเดียว...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

รอยเท้าป๊า...

posted on 18 May 2012 20:19 by guengg  directory Fiction
เมื่อวันก่อนนู้นมีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับคนรู้จักป๊า
น้าติ๋มเรียกเข้าไปหาและถามว่า ป๊าเป็นยังไงบ้างดีขึ้นไหม
ผมก็ตอบคำถามกลับไปมา เรื่อยๆครับ ดีขึ้นนิดๆแต่ไม่ถึงกับมาก
ต้องค่อยดูๆไปครับ
หลังจากคำถามนี้แกก็สาธยายมาเป็นชุดเลยครับ
เป็นคำสาธยายที่ผมไม่เบื่อเลยสักนิด
กลับรู้สึกชอบ มีความสุขและอมยิ้มไปตลอดเวลา
ส่วนสาธยายเรื่องอะไรนั้น คำตอบอยู่ข้างล่าง
 
ไม่รู้เพราะว่าอยากสั่งสอนอะไรในตัวผม
หรือป๋าไปทำอะไรให้น้าติ๋มทราบซึ้งใจ
เพราะตลอดเวลาสาธยายนั้นทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับป๊าผมทั้งสิ้น
น้าติ๋มเล่าว่า เวลาป๋ามาที่นี่(ที่เดียวกับที่ผมนั่งอยู่นี่แหละครับ)
ป๋ามักจะพูดเรื่องธรรมะอยู่เสมอๆ
และป๊าก็ไม่สักแต่พูดเพียงอย่างเดียว ทุกอย่างออกมาในรูปของการกระทำ
น้าติ๋มจึงนับถือป๊ามากๆ
ป๊าเราอะเป็นคนมีคุณธรรมมากๆเลยนะ พูดคำไหนคำนั้น
เป็นคนให้ตลอดเวลา ไม่เคยเอาเปรียบคน
ยิ่งในเรื่องของสังคมป๊าจะเป็นคนให้เสมอ
ใครเดือดร้อนอะไรป๊าพร้อมจะยื่นมือช่วยเหลือ
ช่วยเหลือโดยไม่ต้องการรับการตอบแทนใด
น้าติ๋มเห็นว่าแกทำจริงๆไม่เคยโกหกเลย บอกว่าจะทำก็ทำให้ทุกคนเห็น
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทุกคนที่รู้จักแกนั้นจะนับถือในตัวแกทุกคน
 
น้าติ๋มยังเล่าต่ออีกว่า
สมัยเด็กๆป๊าเราเคยเป็นคนขายไอติม ไปขายตามสถานที่ต่างๆ
ร้านอาหารไหนคนเยอะป๊าเราก็จะไปนั่งรอขายอยู่ที่หน้าร้านนั้น
แต่ป๊าเรามักโดนเจ้าของร้านไล่ให้ไปขายที่อื่น
การใช้ชีวิตในวัยเด็กลำบากมาก แม้แต่เงินติดตัวไปโรงเรียนยังไม่มีสักบาท
ถูกคนอื่นดูถูกเป็นประจำเพราะไม่มีเงิน
ทุกวันนี้ที่ป๊าตั้งใจหาเงินก็เพื่อลูกๆทั้งนั้น
ป๊าเราไม่อยากให้ใครมาดูถูกลูกของแกเหมือนที่แกเคยโดน
ซึ่งวันนี้ลูกๆก็ได้รับคำตอบแล้วว่าป๊าเราสามารถทำได้จริง
 
นอกเหนือไปกว่านั้นป๊าเรายังบอกน้าติ๋มอีกว่า
ป๊าเราจะสอนให้ลูกไม่ดูถูกคนอื่นเสมอ เพราะป๊ารู้ว่าคนถูกดูถูกนั้นรู้สึกเช่นไร
พร้อมๆกับบอกต่อไปอีกว่าเมื่อป๊ามี ป๊าก็ต้องให้สังคมกลับบ้าง
ป๊าทำสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ลูกๆเห็น
เพื่อที่วันหนึ่งลูกจะได้เดินตามสิ่งที่ป๊าเป็น
ตบท้ายด้วยประโยคที่ว่า
ป๊าเราเป็นคนดีนะ เป็นคนมีคุณธรรมมากคนหนึ่งเลยละ
 
ไม่ต้องบอกว่าผมซึ่งเป็นลูกหน้าบานแค่ไหนเมื่อได้ยินคนกล่าวชมป๊าตัวเอง
รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก
คล้ายกับป๊าเป็นลูกผมยังไงยังงั้นเลย(ถึงจะไม่เคยมีลูกก็ตาม)
 
หากให้เขียนลงลึกไปในรายละเอียดของเบื้องหลังของคำชม
คงกล่าวได้ไม่หมดและคงจะน่าเบื่อจนเกินไป
จนอาจจะฉุกคิดได้ว่าผมอวยป๊าตนเองมากจนเกินควร
ทั้งที่จริงๆลึกของเจตนาในการเขียนนั้น
ผมไม่ได้ต้องการอวยป๊าของตัวเองแต่อย่างใด
แต่หากสิ่งที่ต้องการแท้จริงมันคือการเขียนย้ำเตือนว่า
เมื่อเราได้รับรู้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีงามแล้วนั้น
ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดมา
เราต้องเดินตามให้ถึงที่สุดเท่าที่จะเดินตามได้
ไม่ใช่กับเฉพาะวิถีปฏิบัติของป๊า
ผมหมายรวมถึงความดีของทุกคน
หากเราพบเห็น เราควรยึดถือเป็นหลักยึด เอาเป็นเยี่ยงอย่าง
ไม่ใช่มานั่งจับผิดกันเอง
 
ทุกวันนี้ป๊ามักจะพูดถึงอดีตบ่อยๆ
ซึ่งเป็นปกติของคนที่มีประสบการณ์ชีวิตที่มากกว่า
บางเรื่องผมได้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนอาจจะเล่าได้เองก็ว่าได้
อาจเบื่อบ้าง ทำหน้าเบือนหนีไปบ้างตามแต่อารมย์ ณ ห้วงเวลานั้น
แต่สิ่งที่ป๊าทำนั้น ยังไงผมก็ถือเป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิตอยู่แล้ว
อาจทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง
แต่ผมก็จะพยายามทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ข้อนี้ป๊าอย่าได้ห่วง
แม้ทุกสิ่งที่ป๊าทำมาผมอาจเห็นได้ไม่ทั้งหมด
แต่การได้รับรู้สิ่งต่างๆจากคนรอบข้างของป๊า
ก็ทำให้ผมตระหนักถึงสิ่งที่ป๊าทำไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
 
สิ่งที่ป๊าทำและหวังให้ลูกๆทุกคนเดินตามนั้น
รอยเท้าของป๊าอาจจะใหญ่เกินรอยเท้าของลูก
เหยียบไปอาจจะไม่สบายเท้าไปบ้าง อาจจะลื่นล้มไปบ้าง
แต่ลูกๆก็ยังจะเชื่อมั่นและเดินตามรอยเท้าของป๊า
ขอให้ป๊าสบายใจว่าสิ่งที่ป๊าได้ทำเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ลูกให้ลูกๆได้เดินตามนั้น
ลูกๆเห็นชัดเจนและพร้อมที่จะเดินตามรอยเท้าของป๊า
ลูกสัญญา...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
1. ภูเขาห่มผ้า
 
2. ป้าสองคนนั่งชิลมาก(สังเกตดีๆ)
 
3. ซูมภูเขาห่มผ้า
 
4. น่าอร่อย
 
5. เห็นไหมอร่อยจริงๆ
 
6. บรรยากาศเมืองซาปา
หลังจากรูปที่หกจะเป็นหมู่บ้านใกล้เคียงเมืองซาปานะครับ
7. ภูเขาขนมชั้น
 
8. ขนมชั้น
 
9. เหมือนข้อแปด
 
10. เหมือนข้อเก้า
 
11. สร้างขนมชั้น
 
12. เซลล์ตัวน้อยรุมขายของ
 
13. เหมือนข้อสิบเอ็ด
 
14. แหล่งผลิตสินค้า
 
15. เด็กคอพับ
 
16. เห็นไหมพับจริงๆ
 
17. สายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต
 
18. ต้นไม่เหงา
 
19. แต่บ้านเหงา
 
20. ...
 
21. บ้านบนขนมชั้น
 
22. สู้ต่อไปนะลุง
 
23. สายน้ำเดียวกับสายน้ำข้อสิบเจ็ด
 
24. อ้อนให้ใจอ่อนซื้อของ
 
25. เหมือนข้อยี่สิบสาม
 
26. เหมือนข้อยี่สิบ
 
27. ไม่เหมือนข้อยี่สิบหก(แล้วมันอะไรของมึง! ผมว่าตัวเองครับ)
 
28. บ้านนี้ก็เหงาเหมือนบ้านข้อที่สิบเก้า
 
29. มันคือร้านอาหารริมแม่น้ำ
 
30. หากินกับแม่และพี่น้อง
 
31. สะพาน (อืม ง่ายดี ไม่บอกกูก็รู้ (คิดแทนคนดูครับ))
 
32. อันนี้คือเท้ากระผม
 
33. รู้แล้วใครเป็นหัวหน้าเซลล์ตัวน้อย
 
34. คิดไม่ออกว่าจะบรรยายยังไง
 
35. แยกชั้น
 
36. แยกชั้นเหมือนกัน
 
37. รับปากไว้ที่เมืองซาปาว่าถ้าเจอกันอีกรอบจะซื้อแล้วก็เจอจริงๆ เลยต้องทำตามสัญญา
 
38. แถวๆร้านอาหาร
 
39. บ้านเขา
 
40. บ้านเขาอีก
 
41. ทางขึ้นบ้านเขา
 
42. ขี้เขา (สังเกตให้ดีหน้าได้อารมย์มากกกก)
 
43. หลังบ้านเขา(ใช้น้ำตำอะไรสักอย่างแทนแรงงานคน)
 
44. หลังบ้านเขาอีก
 
45. ไก่เขาและลูกไก่เขา
 
46. ไปบ้านเขา
 
47. ล้างขี้เขา (ท่าเท่มากกกก)
 
48. โรงเรียนเขา
 
49. อีกมุม
 
50. ห้องเรียนเขา
 
51. หน้าห้องเรียนเขา
 
52. ในห้องเรียนเขา
 
53. ข้าวเขา
 
54. เซลล์กิตติมศักดิ์
 
55. หลังห้องเรียนเขา
 
56. กำแพงเขา
 
57. ทำขนมชั้น(สุดท้าย)
 
58. ที่นี่ เวียดนาม...
 
 
 
59.  แล้วเจอกัน เมื่อเจอกัน...
 
 
 
 
 
 
 
 

ภาพภูกระดึง...

posted on 06 May 2012 09:23 by guengg  directory Travel
1. วิวซำแฮก
 
2. วิวบนซำแฮก
 
3. ยังอีกไกลน้อง
 
4. ทุกอย่างมีเวลาของมัน
 
5. มากันทั้งครอบครัว
 
6. รุ่นพี่
 
7. อย่าไปมองปลายทาง ให้เดินไปเรื่อยๆแล้วจะถึงเอง
 
8. แม่(หาบ)ส่งลูกจบปริญญา
 
9. ยังต้องไปต่อ
 
10. สิ่งแปลกปลอม
 
11. ทำทางไว้สะน่าเดินเชียว
 
12. ซำกกหว้า(เขียนทำไม กูอ่านเป็น ฮา)
 
13. พญากระรอก
 
14. เณรที่ให้น้ำผึ้งหนึ่งหลอดแก่คนไม่รู้จัก
 
15. คนละเณร
 
16. หมอกพัดขึ้นมาที่หลังแปร
 
17. ผาหมากดูก
 
18. ยืด
 
19. หด (มันคือทาก)
 
20. น้ำตก(จนเกือบหมด)
 
21. น้ำตก(จนเกือบหมด)
 
22. เห็นไหมเกือบหมดจริงๆ
 
23. ยังไม่แม่นพอ
 
24. ระหว่างทาง
 
25. ต้นสน(สองใบ)ริมทาง
 
26. มันร้อนกว่าที่มองเห็น
 
27. ยังคงต้องเดินต่อไป
 
28. พ่อแม่ลูกสน
 
30. สระอโนดาต
 
31. วัดไว้แล้ว
 
32. น้ำตก
 
33. ตกจนเกือบหมด
 
34. เบื้องหลัง
 
35. เบื้องหน้าใกล้ๆ
 
36. เบื้องหน้าไกลๆหน่อย
 
37. ฉากอมตะของภูกระดึง
 
38. อีกมุม
 
39. อันคนนี้คือข้าพเจ้า
 
40. หน้าผา
 
41. วิวบนผาหล่มสัก
 
42. ฤดูที่แตกต่าง
 
43. อีกวิวบนผาหล่มสัก
 
44. ชอบภาพนี้ที่สุด
 
45.
 
46. นั่งดูอะไรกัน?
 
47. ฉากอมตะของภูกระดึง
 
48. ไม่รู้จะบรรยายว่าอะไร อีกวิวบนผาหล่มสักละกัน
 
49. เหมือนข้อ 48
 
50. มีมืด ย่อมมีสว่าง
 
51. วิวบนผา... (จำไม่ได้)
 
52. เหมือนข้อ 51
 
53. เหมือนข้อ 52
 
54. เหมือนข้อ 53
 
55. ภูผาม่านในม่านหมอก
 
 
 
 
 
 
56. แล้วเจอกันเมื่อเจอกัน...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ความคิดใน(ภู)เขา...

posted on 02 May 2012 12:18 by guengg  directory Fiction
1. ระหว่างเดินขึ้นเขาเจอแม่(ผู้หญิงที่ทำอาชีพลูกหาบ)
ท่านบอกว่าทำอาชีพลูกหาบมาร่วมสิบหกปีแล้ว
แม่(ผู้หญิงทำอาชีพลูกหาบอีกท่านหนึ่ง) เสริมต่อว่า เห็นแบบนี้นะ
เค้าส่งลูกเรียนจบปริญญากันทุกคน ตอนนี้เป็นลูกๆทำอาชีพครู
แม่คนแรกยิ้มตอบรับคล้ายๆภูมิใจในความสำเร็จของลูกๆ
อีกนัยหนึ่งผมก็รู้สึกได้ว่าเป็นความสำเร็จของแม่มากกว่า
ที่สามารถส่งลูกถึงปลายทางที่ฝันได้
 
แม่คิดยังไงกับการมีข่าวว่าจะสร้างกระเช้า
ไม่อยากให้มี เพราะกระทบกับอาชีพของแม่โดยตรงแน่นอน
แล้วทำไมถึงมีป้ายติดขนาดใหญ่อยู่หน้าทางเข้าตัวอำเภอว่า
ชาวภูกระดึงต้องการกระเช้าไฟฟ้า
มันติดไปงั้นๆแหละ แม่รีบตอบ
ผมนิ่งไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
ต่างคนต่างเดินขึ้นไปตามทิศทางของตน
ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองหรือไม่
แต่สิ่งที่ผมคิดได้หลังจากได้รับคำตอบจากแม่ ก็คือ
วิถีสู่ความฝันของแม่กำลังถูกเหยียบย่ำด้วยเงินทุน
 
2. ก่อนทางเดินขึ้นมีป้ายบอกชนิดของป่าแต่ชนิดที่ต้องพบเจอ
ป่าเบญจพรรณ เต็งรัง ป่า...อะไรก็ว่ากัน
ขณะเดินขึ้น หากสังเกตมากพอเราจะพอมองเห็นได้ว่า
ชนิดของต้นไม้และความชื้นรอบตัว
จะเริ่มเปลี่ยนไปตามขนาดความสูงที่เพิ่มขึ้น
แต่เอาเข้าจริงในแง่ลึกมากไปกว่านั้น
ผมก็ไม่รู้หรอกว่าป่าแต่ละชนิดเป็นอย่างไร
ต้องอยู่ในระดับความสูงเท่าไร สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร
สิ่งที่รู้มีเพียงว่าต้นไม้แต่ละชนิดนั้นเกิด
และโตได้ในระดับความสูงจากน้ำทะเลที่ไม่เท่ากัน
เติบโตได้ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
คิดดูแล้วก็คล้ายกับคน ต่างคนต่างเติบโตคนละที่
แต่ก็สามารถเติบโตได้เช่นกัน ใครโตมาแบบใดก็จะมีลักษณะแบบนั้น
ต้นไม้เกิดมาเพื่อเป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น
คนก็ควรเป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น
ไม่ใช่เสแสร้งเพื่อเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง
 
3. ระหว่างเดินขึ้นผมเดินแซงเณรรูปหนึ่ง
หลังจากนั้นไม่นานผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
หันหลังไปตามเจ้าของเสียง
ปรากฎว่าเป็นเสียงฝีเท้าของเณรที่รีบเดินเพื่อจะมาแซงผมคืน
และทุกครั้งที่ผมเดินเข้าใกล้ที่จะแซงเณร
เณรจะหันหน้ามามองผมและรีบเดินหนีไปอีกครั้ง
โดยไม่รู้ตัว ผมเหมือนพบคู่แข่งของการเดินขึ้นเขาโดยปริยาย
 
ทั้งที่ในความจริงผมไม่ได้อยากแข่งเดินขึ้นอะไรกับใครเลย
แต่พอเณรมีท่าทีที่ไม่ยอมแพ้เช่นนี้
ก็ทำให้มีแรงเพิ่มขึ้นเพื่อเอาชนะ เหมือนเป็นยากระตุ้นชนิดหนึ่ง
นี่กระมังที่หลายคนมักบอกว่ามีคู่แข่งเพียงคนเดียวก็ยังดีกว่าการไม่มีคู่แข่งเลย
เพราะการไม่มีคู่แข่งเปรียบเสมือนได้กับการไม่มีแรงกระตุ้นเลย
เราก็จะมองแต่ตัวเอง เห็นสิ่งที่ตัวเองทำว่าเยี่ยมยอดแล้ว
การที่มีคนเดินแซงไป ทำให้คิดได้ว่า ผมไม่ได้แข็งแรงอยู่คนเดียว
 
3. อีกหนึ่งข้อดีของการที่มีคู่แข่ง คือ
ทำให้ทางเดินขึ้นของผมไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป
 
4. เหนื่อยก็วางเป้และหยุดพัก
สัจธรรมง่ายของการเดินขึ้นเขา
 
ไม่สิ ไม่ใช่เฉพาะการเดินขึ้นเขา
จริงๆแล้วมันคือ สัจธรรมของชีวิตเลยทีเดียว
 
5. ระหว่างทางเดินขึ้นแข่งขันพักใหญ่ๆ ผมกับเณรก็ได้เริ่มสนทนากัน
จนกระทั่งเหมือนสนิทกันในที่สุด
พอเราไม่ทำตัวเป็นคู่แข่งกันและกัน
เรากลับคุยกันได้และเข้ากันได้เป็นอย่างดี
ผมได้เพื่อนร่วมทางดีๆเพิ่มขึ้นอีกตั้งหนึ่งคนจากการร่วมเดินทาง
 
6. เดินเข้าไปสวัสดีคุณแม่เจ้าของร้านข้าวที่เคยกินเมื่อสมัยมาครั้งแรก
คุณแม่มองหน้าแล้วยิ้มให้
จำผมได้ไหมครับ ผมถามกลับไป
จำได้สิ แม่สังเกตตั้งแต่เดินมาแล้ว
ดีใจที่คุณแม่ยังจำเราได้ แม้จะผ่านเวลามาเกือบสี่ปีแล้วก็ตามที
 
7. ผมกับรุ่นพี่เข้าไปนั่งทานข้าวที่ร้านแม่กันสองคน
แต่เมื่อแม่เห็นว่าร้านข้างๆยังไม่มีลูกค้า
แม่รีบบอกชื่ออาหารให้กับร้านข้างๆว่ารุ่นพี่ผมต้องการทานอะไร
เป็นการแบ่งปันรายได้ที่น่ารักมาก
สองร้านที่เป็นคู่แข่งกันในทีแรก(ผมคิดว่าต้องแข่งกัน)
พอได้คุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น
ก็จะเริ่มมองเห็นว่าเราเป็นเพื่อนกัน
(คล้ายๆเรื่องราวของผมที่เกิดขึ้นกับเณร)
เมื่อเป็นเพื่อนกันก็จะมองเห็นกันมากขึ้น
เมื่อมองเห็นกันมากขึ้นก็จะมองเห็นเงินน้อยลง
 
8. คุณสมบัติของคนส่วนมากที่เดินขึ้นภูเขา กางเต็นท์นอนบนยอดหญ้า
คือ เป็นคนง่ายๆ เข้ากับคนได้ดี
 
9. ชีวิตที่ลำบาก คือ ชีวิตที่ดี
รุ่นพี่พูดไว้ระหว่างบทสนทนายามค่ำคืน
อาจจะไม่ได้ต้องการบอกให้ต้องออกไปลำบากตลอดเวลา
แต่น่าจะหมายถึง การได้มาใช้ชีวิตให้ต่างออกไปจากที่เคยเป็น
ลองออกมาลำบากดูบ้าง เพื่อที่จะได้รู้ว่าชีวิตที่เป็นอยู่ดีแค่ไหน
เป็นวิธีการเรียนรู้ถึงสิ่งที่เรามี โดยการไม่มี
เพราะหากเรามัวแต่ใช้ชีวิตเสพความสุข ความสบายอยู่ตลอดเวลา
เราจะไม่รู้เลยว่าความลำบากนั้นมีตัวตนเช่นไร
และคนที่ลำบากนั้นมีอยู่จริงหรือไม่
 
การที่รู้ว่ามีสุข ก็ย่อมมีทุกข์
คงคล้ายกับการที่ใช้ชีวิตที่สบาย กับการใช้ชีวิตที่ลำบาก
รู้สบาย ก็ต้องรู้ลำบาก
รู้สุข ก็ต้องรู้ทุกข์
นี่น่าจะเป็น คำนิยามของ ชีวิตที่ดี ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด
 
10. ระหว่างคุยกันอยู่หน้าผาแห่งหนึ่ง เณรยื่นน้ำผึ้งที่พกติดตัวให้
ไว้กินยามเหนื่อยล้า ผมกล่าวคำขอบคุณพร้อมรอยยิ้ม
หากเป็นในแง่ของวัตถุผมคงได้รับเพียงน้ำผึ้งหลอดเดียว
แต่หากเป็นแง่ของจิตใจผมได้รับมากกว่านั้นมากมาย
 
คุยกันจนถูกชะตา เณรขอเบอร์โทรไว้ติดต่อผม
ผมเขียนใส่กระดาษสมุดบันทึกแล้วฉีกให้พ่อเณรเก็บไว้
ผมขอชื่อจริงของเณร พร้อมที่อยู่
โดยการให้เณรเขียนจดไว้ใส่สมุดบันทึกส่วนตัว
 
บางทีเราอาจไม่ได้ติดต่อกัน ไม่ได้คุยกันอีกก็เป็นได้
การให้เบอร์โทร การให้ชื่อ ที่อยู่ อาจเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนา
ชื่อและที่อยู่อาจอยู่ในหนังสือของผมโดยไม่ได้ถูกนำมาใช้อีกครั้ง
แต่เหนืออื่นใด มันคือบันทึกที่จะคอยย้ำเตือนให้ผมว่า
ครั้งหนึ่งของการเดินทางเราเคยพบเจอกัน
และผมจะไม่ลืมคุณอย่างแน่นอน
 
11. น้องโส สุจิน เฟิร์ส (เจ้าหน้าที่)
พี่ป๋อง ปุ้ย (เจ้าของร้านขายโพสการ์ดและของที่ระลึก)
ขอบคุณสำหรับบทเพลงมากมายในค่ำคืนฝนตก
และเหล้าขาวที่ถูกกรอกไว้ในขวดวอดก้า
ที่ทำให้ผมต้องแอบไปอ้วกก่อนนอน
และตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน
 
12. แวะร้านค้าร้านหนึ่งในช่วงเดินลงเขา แม่บอกว่า
เคยมางานแต่งงานที่โรงแรมแห่งหนึ่งในชุมแพ เค้าใส่สายเดี่ยวกันเยอะมาก
แม่ก็ใส่ชุดธรรมดาของแม่ไป แม่มีแต่ชุดแบบนี้
เจ้าสาวก็กระโปรงยาวเหลือเกินให้สามคนคอยช่วยถือ
โต๊ะอาหารก็มีผ้าเช็ดปากพับรอไว้ งานหนูมาก
นึกว่าจะมีแต่ในละครเท่านั้น จัดงานทีหมดห้าแสนหกแสน
แม่ไม่เอาหรอกแม่ไม่มีเงินขนาดนั้น แค่ใช้ห้าหมื่นจัดงานแต่งก็พอแล้ว
ได้ยินแบบนี้ก็ไม่เงยหน้าเพื่อสบตาแม่สักเท่าไร และไม่รู้จะตอบกลับอย่างไร
ได้แต่ตอบแม่ว่า แม่ก็แต่งอย่างที่แม่เป็นนั่นแหละครับ ดีแล้ว
ไม่ต้องสนใจหรอกว่าพวกคนที่เรียกตัวเองว่าคนเมืองเค้าจะแต่งยังไง
ตอบได้เพียงเท่านี้ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
หัวใจเหมือนหนักอึ้งชั่วขณะ
หวังเพียงว่าผมคงไม่ได้ตอบอะไรที่ผิดไป...
 
13. ทุกครั้งของการเดินขึ้นเขา มักบอกตัวเองว่านี่คือสิ่งที่อยากเป็น
และอยากใช้ชีวิตอยู่ในที่แบบนี้ ที่อากาศดีๆมีต้นไม้ล้อมรอบตัว
ทำการเกษตรและใช้ชีวิตพอเพียงบนดอยสักดอย
เอาเข้าจริงๆก็คิดตอบตัวเองกลับไปว่า
มันอาจไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด
ผมอาจไม่ได้อยู่ได้ง่ายๆอย่างที่คิด
คล้ายๆกับต้นไม้ที่เติบโตเจริญงอกงามบนความสูงที่แตกต่างกัน
ผมอาจต้องยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็นให้มากขึ้นกว่าเดิม
และทำสิ่งที่ตัวเองเป็นให้ดี
เหมือนต้นไม้ที่โตและเติบใหญ่ให้ร่มเงาในพื้นที่ที่เหมาะกับตนเอง
 
14. ขากลับว่าจะถ่ายรูปคู่กับแม่โดยมีร้านอาหารเป็นฉากหลัง
แต่ก็ลืมจนได้ แต่ไม่เป็นไรถึงไม่มีรูปผมก็จำแม่ได้อยู่ดี
ครั้งหน้าสัญญาว่าจะไม่ลืมถ่ายนะครับแม่
 
15. ก่อนเดินขึ้นภูเขา พ่อของรุ่นพี่ถามว่า
ถ้าได้ทำงานรับผิดชอบที่บ้านเต็มตัวจะมีเวลามาเที่ยวแบบนี้เหรอ
นั่นแหละครับสิ่งที่ผมหนักใจ ผมตอบ
แต่นั่นแหละเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ พ่อตอบกลับมา
เป็นคำตอบที่ทำให้ผมหนักอึ้งหัวใจ
 
บางทีผมอาจยอมรับตัวเอง ยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็น
น้อยเกินไป...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ปล. คำว่า แม่ ผมใช้เรียกผู้หญิงทุกคนที่อายุมากกว่าแม่จริงๆของผม
หรือน้อยกว่านิดๆ ดังนั้น แม่ที่ใช้เขียนในที่นี้หาใช้คนเดียวกันไม่
และรูปจะตามมาในเอนทรี่หน้าเน้อ