ตึ่งๆ ตึ่งๆ ตึ่งๆๆ...

posted on 03 Dec 2009 18:01 by guengg

'ตึ่งๆ ตึ่งๆ ตึ่งๆๆ ตะละแล๊ดแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่ง

ตะละแล๊ดแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่ง'

 

กลุ่มเสียงเหล่านี้ดังขึ้น ในเช้าวันหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

พร้อมด้วยขบวนพาเหรดของนักเรียนชั้นประถมศึกษา

โรงเรียนชุมชนชุมแพ  โรงเรียนประถมเก่าของผม

วันนี้เป็นวันเดินขบวนกีฬาสีประจำปีของโรงเรียน 

 

'ตึ่งๆ ตึ่งๆ ตึ่งๆๆ ตะละแล๊ดแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่ง

ตะละแล๊ดแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่ง'  

 

เสียงนี้ยังคงบรรเลงต่อไป  สลับกับการเล่นเพลงเดินขบวน

เด็กๆในชุมดัมมิเยอร์(ไม่น่าจะเขียนถูก แต่เราเข้าใจตรงกันนะครับ)

เด็กๆในชุดวงดุริยางค์ สี่ขาวทั้งตัว มีแถบแดงพาดข้างลำตัว

นักเรียนในชุดกีฬา  นักเรียนในชุดพละศึกษา  เดินต่อแถว

ที่ดูแล้วไม่น่าจะเรียกว่าแถวได้ 

แต่ดูแล้วรู้สึก สวยงาม

หรือบางทีความไม่มีระเบียบ  ก็คือ ความสวยงามอีกรูปแบบหนึ่ง

 

'ตึ่งๆ ตึ่งๆ ตึ่งๆๆ ตะละแล๊ดแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่ง

ตะละแล๊ดแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่ง'

(จินตนาการเองนะครับว่า  เสียงเพลงค่อยๆจางลงเรื่อยๆ)

 

ขบวนเดินผ่านหน้าบ้านผมไปเรียบร้อย

แต่สิ่งที่ขบวนกีฬาสีได้ทิ้งไว้ที่หน้าบ้านผม

คือ อดีต 

หรือถ้าจะให้เรียกให้สวยงามอีกนิด  ก็คือ

ความทรงจำ

 

ในช่วงประถมห้า  ผมได้สมัครเข้าวงดุริยางค์ประจำโรงเรียน

เรื่องของการเล่นในตอนนั้นดูท่าจะไม่ยากสักเท่าไร

เพราะว่า เด็กๆ ความสามัคคีจะค่อนข้างต่ำกันอยู่แล้ว

ไม่ต้องซ้อมอะไรให้มันมากมาย แค่พอเล่นได้เป็นพอ

ซ้อมไม่นาน ผมก็ได้ออกโรงเล่นจริงๆ

ตามงานกีฬาสี  หรือในทุกเช้าของการเข้าแถว

เพื่อบรรเลงเพลงชาติไทย  ให้นักเรียนทุกคนได้ร้องตาม

รวมไปถึงการตีกลองสวนสนามเพื่อให้นักเรียนทุกคน

เดินแยกจากแถวเข้าชั้นเรียน

ความเท่ของการอยู่วงดุริยางค์จะอยู่ที่ในแต่ละวันนั้น 

จะต้องมีการตีกลองใหญ่เพื่อเป็นการให้สัญญาณแก่สมาชิกในวง

รู้ว่าเราจะเริ่มเล่นเพลงแล้วนะ

และด้วยความเท่ที่คิดไปเอง  และผมซึ่งต้องการเท่อยู่แล้ว

ก็มักจะมาประจำตำแหน่งกลองใหญ่  ยิ่งตีแรงเท่าไรยิ่งเท่

ยิ่งเท่ยิ่งเก๊ก   ยิ่งเก๊กคนยิ่งมอง  คนยิ่งมอง ผมยิ่งดีใจ

ยิ่งดีใจ  ยิ่งภูมิใจในตัวเอง ยิ่งเก็กขึ้นไปอีก  ยิ่งเท่

 

แต่ในความเป็นจริงในตอนนี้ที่ผมคิดได้ คือ

ที่คนมองผมเยอะๆนั้น  มีเหตุผลอยู่สองประการด้วยกัน

หนึ่ง มองด้วยความหลงใหล  สอง มองด้วยความหมั่นไส้

คิดๆแล้วผมก็รู้สึกไม่ดีกับตัวเองขึ้นมาทันที

หรือผมจะคิดผิดมานาน  ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกผิด

แต่เพื่อความเท่ของเด็กชายในอดีตคนนั้น 

ผมขอเชื่อไว้ก่อนละกันครับ    ว่าผมเท่!

 

'ตึ่งๆ ตึ่งๆ ตึ่งๆๆ ตะละแล๊ดแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่ง

ตะละแล๊ดแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่ง'

(เสียงนี้ได้จางหายไปเรียบร้อยแล้วครับ) 

 

เสียงเพลงจางหาย  ความทรงจำเข้ามาแทนที่

เช้านี้ผมนั่งมีความสุขกับความทรงจำ

พลางเสียดายชุดวงดุริยางค์สมัยเด็กของผมที่ตัดสินใจบริจาคไป

เพราะว่าถ้าไม่มีใครว่าอะไร และผมไม่ได้ตัวโตขึ้น

ผมอยากจะรีบวิ่งขึ้นบ้านไปเปลี่ยนชุด

และกลับไปเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวงดุริยางค์อีกครั้ง

แต่นั่นคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

 

ผมค้นพบ  ความทรงจำ  ด้วยความบังเอิญ

และการที่จะทำให้มันอยู่อย่างไม่จางหายไปนั้น

คือ  ผมต้องมีส่วนร่วม  ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้

นั่งคิด  นั่งพิมพ์  นั่งเขียน

ครั้นจะให้ผมตื่นมาดูในทุกๆปี นั้น อาจทำได้

แต่หนึ่งปีมีครั้งก็ดูท่าจะนานไป  มันอาจจะลางเรือนไปตามเวลา

 

'ตึ่งๆ ตึ่งๆ ตึ่งๆๆ ตะละแล๊ดแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่ง

ตะละแล๊ดแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่ง'

 

ดูแล้วผมต้องทำอะไรสักอย่างกับเสียงนี้น่าจะเป็นทางออกที่ง่ายที่สุด

ที่จะช่วยเตือน   ความทรงจำ  ไม่ให้จางหาย

แต่ครั้นจะให้ผมไปนั่งอัดเสียงเพลงที่วงดุริยางค์เล่น

เพื่อเอาไว้ใช้เตือนความความทรงจำก็ดูท่าจะไม่ทันแล้ว

คิดดูดีๆแล้ว  การท่องจังหวะนี้เลยน่าจะเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด 

 

'ตึ่งๆ ตึ่งๆ ตึ่งๆๆ ตะละแล๊ดแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่ง

ตะละแล๊ดแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่งแต๊ดตึ่ง'

 

 

 

เด็กชายยืนตีกลอง  กำลังเท่!!! ... 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปล. คือ ไม่มีปล.ครับ

ภูทับเบิก...

posted on 30 Nov 2009 17:23 by guengg

หลังจากที่ผมได้อวดรูปถ่าย 'ภูทับเบิก' 

มีพี่คนหนึ่งถามผมมาว่า  จะมีอะไรที่เขียนเกี่ยวกับภูทับเบิกไหม?

ผมตอบไปว่า  ไม่น่าจะมีครับพี่  เพราะไม่รู้จะเขียนอะไรดี

ผมตอบคำถามนั้นไปเรียบร้อยแล้ว

แต่คำถามข้างต้น  ยังคงอยู่

 

จะมีอะไรที่เขียนเกี่ยวกับภูทับเบิกไหมครับ?

 

ผมถามตัวเองอีกครั้ง  จะมีดีไหม?

ผมตอบตัวเองใหม่อีกครั้ง  จะลองเขียนดู

 

เวลาหนึ่งคืน  สองวัน  กับ ภูทับเบิก

ผมพบเจออะไรบ้าง?

ชาวเขา  พูดไทยไม่ชัด

เขากะหล่ำปลี

ธรรมชาติที่สวยงาม

เพื่อนๆพี่ๆที่นอนเต็นท์ใกล้ๆกัน

 

เริ่มแรกเลย  ขออธิบายเรื่อง ชาวเขา

ชาวเขา ที่ผมพบเจอนี้ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเผ่าอะไรดี

เพราะผมไม่ได้ถามมา 

ชาวเขา  ก็จะมีภาษาของเขา ที่เราไม่อาจจะเข้าใจได้

ชาวเขาที่ผมพบเจอในทุกๆที่ไป  จะมีนิสัยน่ารัก  ยิ้มง่าย

พูดเพราะ  อัธยาศัยดี   แต่งตัวตามวัฒนธรรมของตนเอง

ที่ ภูทับเบิก  ที่นี่ก็เช่นกัน

 

สิ่งมีผมได้เรียนรู้จาก ภูทับเบิก ครั้งนี้ คือ 

เราคนเมือง  เห็นภาพถ่ายวิวทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม

ก็มักจะรีบหาเวลาว่าง  พาตัวเราออกไปพบกับธรรมชาติ

เพื่อสูดอากาศที่บริสุทธิ์  ให้ปอดได้สดชื่น

ให้ร่างกายได้มีพลัง  ที่สำคัญให้ใจเรากลับมามีพลังอีกครั้ง

 

เขา คนบนดอย  เห็นภาพสังคมเมือง  เห็นความทันสมัย

รับพาตัวเข้าเมือง  เพื่อลิ้มรสความทันสมัย

ลิ้มรสความรวดเร็วสะดวกสบาย  พาตัวเองไปอยู่ตึกสูงๆ

เพื่อสูดอากาศที่เป็นมลพิษ  ให้ปอดได้สารพิษ

ให้ร่างกายหมดพลัง  ที่สำคัญได้ลดพลังงานของใจตนเอง

 

ในมุมมองของทั้งสองฝ่าย  ทั้งเรา(คนเมือง)  เขา(คนดอย)

ต่างมองในมุมมองที่แตกต่างกัน

เรา มองว่าการได้อยู่กับธรรมชาติช่างเป็นอะไรที่โชคดีเหลือเกิน

เขา มองว่าการได้อยู่ในสังคมเมืองทุกอย่างสะดวกสบาย

เป็นอะไรที่สุขสบายที่สุดแล้ว

 

นี่แค่นับในเรื่องของ  สถานที่อาศัย

ยังไม่นับเรื่องวัตถุนิยม  อาหาร  การกิน  นิสัยใจคอ   การใช้ชีวิต

เราอิจฉาเขา  เขาอิจฉาเรา

ไม่มีใครที่รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี

เมื่อไรกันที่  เราและเขา จะรู้จักคำว่า  'พอ'

 

เขากะหล่ำ  เป็นอีกหนึ่งความตื่นตาตื่นใจที่พบเจอ

กะหล่ำปลีที่ขึ้นอยู่เต็มภูเขา  (ดูรูปย้อนหลังเอนทรี่ก่อนๆได้)

สีเขียวอ่อน  เขียวแก่  สลับกันตามอายุของมัน

คล้ายๆตารางหมากรุกอยู่บนภูเขา

ว่ากันว่า  กะหล่ำปลี  เป็นจุดขายของภูทับเบิกมากที่สุด

เพราะว่ามีการปลูกกันอยู่บนเขา  ทั้งภูเขา

ทั้งภูเขาจะมีกำหล่ำขึ้นอยู่โดยรอบ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ  บางคนอยากมาภูทับเบิกเพียงเพื่อที่จะมาดูว่า

เขากระหล่ำนั้นมีหน้าตาเป็นยังไง?

กระหล่ำปลี  นอกจากจะมีการปลูกเพื่อขายให้แก่คนเมืองแล้ว

ประโยชน์ทางอ้อมของการปลูก ยังมีไว้เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย

กระหล่ำเขา ปลูกมาเพื่อสนองความต้องการ  เรา

เรา  กินกระหล่ำเขาเพื่อสนองความต้องการเรา

และให้เงินเป็นการตอบแทนแก่ เขา

มันคงจะดี

ถ้าสินค้าทุกชิ้นผลิตขึ้นมาเพื่อความตอบสนองความต้องการของเรา

มิใช่เพียงผลิตมาเพื่อ  สร้างความต้องการ 

 

ธรรมชาติที่สวยงาม   ผมคิดอยู่เสมอว่า 

ธรรมชาติทุกที่มีความสวยงามอยู่ในตัวของมันเอง

อยู่ที่เราจะเลือกมองโดยเปิดใจ  

ภูทับเบิก  สวยในแบบของภูทับเบิก

ภูทับเบิกได้มอบประสบการณ์อันล้ำค่าแก่ตัวผมและเพื่อน

ได้เปิดให้ผมเห็นความงามของธรรมชาติ

ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม

คำบรรยายความสวยงามของธรรมชาติที่ผมบรรยายไปนั้น

อ่านดูแล้วอาจเป็นคำพื้นฐานที่อ่านยังไงก็ไม่เข้าใจว่า

สวย ยังไง?  งาม แบบไหน?

ในแง่ของคำพูด  มันอาจบอกความหมายได้เพียงว่า  สวย

แต่ในแง่ของความรู้สึกแล้ว  มันมากกว่านั้น

 

ความรู้สึกที่เรามีให้กับคนๆหนึ่ง

คิดๆดู มีคำนิยามให้มากมายเหลือเกิน  เพียงแค่เราเลือกใช้คำให้เหมาะ

คู่สนทนาของเราก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก

แต่กับ ธรรมชาติ   คำนิยามที่เรามีให้กับ  ธรรมชาติ

มีเพียงคำว่า  สวยมากก  โคตรรรรสวย  สวยสุดๆๆ

หรือคำอื่นๆอีกมากมายที่มีความหมายโดยตรงว่า  สวย

ซึ่งอ่านดูกี่ครั้งแล้ว  ก็เข้าใจได้เพียงว่า  มันสวย

แต่สวยยังไง  ยังเป็นอะไรที่เป็นเรื่องของความรู้สึก

ความรู้สึกที่ผมมีให้กับธรรมชาติไม่สามารถบรรยายมาเป็นตัวอักษรได้

ภูทับเบิก  ก็เช่นกัน

 

เพื่อนร่วมทริป  ในที่นี้หมายถึงทุกคนที่มาเที่ยว ภูทับเบิก

ในวันและเวลาเดียวกัน

ข้อดีของการเที่ยวธรรมชาติ คือ เราจะรู้จักกันอย่างรวดเร็วโดยไม่มีเหตุผล

คนที่มาเที่ยวธรรมชาติ  จากที่ผมสังเกต  ค่อนข้างจะเป็นคนที่ใจเปิดกว้าง

ยอมรับสิ่งใหม่ๆได้ง่าย   เข้ากับคนง่าย

เราคุยกันโดยที่ไม่รู้จักกันมาก่อน

เราคุยเรื่องเดียวกัน

เรายิ้มให้กันง่ายกว่าสังคมในเมือง

เราชอบอะไรคล้ายๆกัน

เราไปไหนมาไหนด้วยกัน

เราไปถ่ายรูปในสถานที่เดียวกัน

เราตื่นเวลาเดียวกัน

เราอาบน้ำพร้อมๆกัน

เราเข้านอนพร้อมๆกัน

เรานินทาซึ่งกันและกัน

เรากินข้าวร้านเดียวกัน

เราเข้าใจกันและกัน

ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยที่

เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย

 

หมดหัวข้อที่จะเขียนแล้ว

ต้องขอบคุณพี่อั๋นเป็นอย่างมากที่ตั้งคำถามนี้กับผม

 

จะมีอะไรที่เขียนเกี่ยวกับภูทับเบิกไหม?

 

ตอนนี้ถ้าพี่อ่านอยู่

คำตอบนั้นผมคงไม่ต้องตอบแล้วนะครับ

ภูทับเบิกของผม  พี่จะอ่านเข้าใจหรือไม่?

ภูทับเบิกของผม  พี่จะชอบหรือไม่?

ของแบบนี้พี่ต้องตอบเอง  ผมตอบแทนไม่ได้หรอกครับ

เพราะ เรื่องเข้าใจไม่เข้าใจ  ชอบไม่ชอบ

แค่  'ความรู้สึก'  เท่านั้นที่จะตอบได้... 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปล.  อย่าลืมไป  'ภูทับเบิก'  กันเยอะๆนะครับ

       http://guengg.exteen.com/20091124/entry   <<<ดูรูป ภูทับเบิก ได้ที่นี่ครับ

เด็กหลังห้อง...

posted on 27 Nov 2009 14:04 by guengg

เรื่องเรียนๆ เป็นเรื่องที่อยู่คู่กับชีวิตผมมาอยู่ยี่สิบกว่าปีด้วยกัน

ในช่วงวัยเรียนของผม  ซึ่งตอนนี้ก็ยังเรียนอยู่

จะแบ่งช่วงของการเรียนในห้องออกเป็น  สามส่วนด้วยกัน

ส่วนแรก คือ  หน้าห้อง ส่วนที่สอง คือ กลางห้อง ส่วนที่สาม คือ หลังห้อง

ในแต่ละส่วนของห้องเรียนแต่ละห้องนั้น

ดูแล้ว  จะคล้ายๆเป็นการจัดลำดับผลการเรียนไปในตัว

ส่วนใหญ่แล้ว  ขอย้ำว่าส่วนใหญ่ 

เด็กหน้าห้อง  ค่อนข้างที่จะมีผลการเรียนที่ดีที่สุด

เด็กกลางห้อง  มีผลการเรียนกลางๆ

และเด็กหลังห้องไม่ต้องพูดมากความ  นอกจากผลการเรียนแย่สุดแล้ว

ยังมีการติด ร มส มผ ตัวย่ออะไรก็ว่ากันไป ซึ่งแน่นอน 

สิ่งนี้ เด็กหน้าห้อง และกลางห้องบางคน  ย่อมไม่รู้จักกับคำเหล่านี้

 

บุคลิกลักษณะของ เด็กหน้าห้องส่วนมาก (ส่วนมากนะครับ)

แว่นจะค่อนข้างหนา  ผมเผ้าจะค่อนข้างที่จะเรียบร้อย

ถ้าเป็นชายก็จะหวีสะเรียบ  เสื้อเข้าในสุดๆ  กางเกงขาสั้นๆๆ 

รองเท้าไม่รู้ว่าเหยียบส้นคืออะไร?   อะไรคือการแหกกฎ

การแหกกฎ คือ สิ่งที่ยอมรับไม่ได้ 

ถ้าเป็นหญิง  จะเป็นหญิงที่ค่อนข้างจะมัดผมเรียบร้อย

ผมสั้นเท่าติ่งหู (สมัยผมเรียนมัธยม ยังไว้ผมยาวไม่ได้ครับ)

แต่งตัวตามระเบียบตามกฎของโรงเรียนทุกข้อ

แน่นอนที่สุด  เด็กหน้าห้องจะเป็นที่รักของคุณครูมากที่สุด

 

มาดูกันที่ เด็กกลางห้อง  ซึ่งผมจะใช้ชีวิตในส่วนนี้มากที่สุด

เด็กกลางห้องจะเป็นอะไรที่กลางๆ

คือ แหกกฎบ้าง  ทำตามอาจารย์บ้าง  เอาเสื้อออกนอกกางเกงบ้าง

เหยียบส้นบ้าง  โดดบ้าง เรียนบ้าง ตามแต่โอกาสจะอำนวย

ผลการเรียนก็กลางๆ ไม่โดดเด่น และไม่แย่มากมาย

 

มาที่ส่วนสุดท้าย  เด็กหลังห้อง

เด็กหลังห้อง  มักจะถือคติว่า  ทำอะไรตามใจ

ไม่ว่าจะเป็นการตัดผมที่ผิดกฎโรงเรียน  โดดเรียน  เล่นเกมส์

เตะบอลกินตังค์  เล่นพนันในห้อง  รวมกลุ่มยกพวกตีกับห้องข้างๆ

นั่งเก้าอี้สองขา  เอาตัวพิงหลังห้อง  (มักถูกคุณครูดุด่าว่ากล่าวประจำ)

ไม่ตั้งใจเรียน คุยเสียงดัง  มาโรงเรียน  โดยที่ไม่อยากเรียน

(ขอย้ำว่าส่วนมากที่พบเจอ  ไม่ใช่ทุกคนนะครับ)

แน่นอนที่สุดอีกเช่นกัน  เด็กหลังห้องมักไม่เป็นที่รักของคุณครู

 

ในแต่ละส่วนของห้องเรียนนั้น ดูคล้ายๆว่าเป็นการแบ่งพรรคพวกไปในตัว

แบ่งเพื่อน  แบ่งสังคม  แบ่งการกระทำ  แบ่งทัศนคติ

ผมซึ่งเป็นเด็กกลางห้องค่อนไปทางหลังห้อง

ยอมรับว่า  ชอบเด็กหลังห้องมากกว่า

ถามว่าทำไม?

เพราะเวลาไปไหนมาไหนกับพวกหลังห้อง

มันสนุกกว่าเป็นไหนๆ  ได้เจออะไรแปลกๆ

ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ  แต่เห็นอะไรมันก็ผิดกฎหมายบ้าง

แต่ไม่ขอบอกละกันว่าอะไร  ฮ่าๆๆๆ

แต่ถ้าอยากได้ข้อสอบ หรือ คะแนนที่ดีๆ ผมก็จะเริ่มเข้าใกล้เด็กหน้าห้อง

การกระทำของผมจึงเข้าขั้น  นกสองหัว   ฮ่าๆๆ

 

ชีวิตมัธยมต้นของผมเริ่มด้วยการเป็นเด็กหน้าห้องอย่างรุนแรง

แต่ด้วยวัยที่โตขึ้นเรื่อยๆ  จึงมีการเริ่มย้ายที่นั่ง

มัธยมปลายผมจึงเริ่มมีการพัฒนาไปนั่งที่กลางห้อง

และช่วงก่อนจบมัธยมปลาย  จนกระทั่งจบปริญญาตรี

ผมจึงสถิตย์อยู่ในส่วนที่เรียกว่า   หลังห้อง

 

หน้าห้อง   มีอะไรที่หลังห้องไม่มี

หลังห้องก็เฉกเช่นเดียวกัน

 

หน้าห้อง  จะสอนให้ผมต้องตั้งใจเรียน

ต้องคอยตอบคำถามอาจารย์อยู่เสมอๆ  ห้ามหลับ

หลังห้อง  จะสอนผมให้ผมรู้จักวิธีเอาตัวรอดในชีวิตประจำวัน

สอนประสบการณ์นอกห้องเรียนอยู่เสมอ

 

สิ่งที่ผมสังเกตได้อีกหนึ่งอย่าง  ก็คือ  เวลาว่าง

เด็กหน้าห้อง  มักจะจับกลุ่มหาที่นั่งอ่านหนังสือ

เด็กหลังห้อง  จะจับกลุ่มออกกำลังกาย

เด็กหน้าห้อง  จึงมีทิศทางที่จะเรียนดี

เด็กหลังห้อง  จึงมีทิศทางที่จะกีฬาดี

 

ในขณะนั้นผมกำลังนั่งอยู่หลังห้อง

หลังห้องของผมไม่ตั้งใจเรียน

หลังห้องของผมพูดคุยขณะเรียน

หลังห้องของผมนั่งเก้าอี้สองขา 

หลังห้องของผมนอนหลับ

หลังห้องของผมอ่านการ์ตูน

หลังห้องของผมเล่นเกมส์มือถือ 

 

โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่มีปัญหากับ หน้าห้อง หลังห้อง หรอกครับ 

ผมแค่รู้สึกสงสารคุณครูที่ต้องปวดหัวกับการกระทำของพวกผม

ไม่ว่าจะเป็นการไม่ตั้งใจเรียน  การโดดเรียน

ทำให้คุณครูต้องเสียใจถ้านับแล้วก็หลายยกอยู่ทีเดียว

 

สาเหตุของการที่ผมเลือกเป็น  เด็กหลังห้อง เต็มตัว

ไม่มีอะไรมากกว่าความรู้สึกที่ว่า   ทำให้ผมอยู่ไกลคุณครู

ทำอะไรจะได้อยู่นอกสายตา  คุณครูจะได้มองไม่เห็นพวกเรา

พูดง่ายๆ ก็คือ  อิสระ  เป็นสิ่งที่พวกผม พวกเด็กหลังห้องใฝ่หา

 

วันนี้ หลังห้องกำลัง จะจากผมไป

ผมเหลือเวลาหลังห้องอีกประมาณหนึ่งเดือน

วันนี้   ที่ผมกำลังจะเรียนจบ

หนึ่งเดือนกับการเรียนที่  หลังห้อง

หน้าห้อง  กลางห้อง  หลังห้อง  กำลังจะกลายเป็นอดีต

และกำลังจะกลายเป็นความทรงจำ

 

วันหน้า  หน้าที่การงาน จะมาแทนที่ หลังห้อง

หน้าที่การงาน จะมาแทนที่  อิสระของผม

ซึ่งมันเป็นความจริงที่ผมต้องเผชิญ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ผมหวังเพียงแค่ว่า  เมื่อใดก็ตามที่ผมขุดบ่อความทรงจำของผม

ผมจะเห็นมันอยู่ที่เดิม  บนเก้าอี้ที่นั่งสองขาตัวเดิม

ที่รายล้อมไปด้วยเพื่อนกลุ่มเดิม  คุณครูคนเดิม

และท้ายที่สุดในบรรยากาศ  หลังห้อง ห้องเดิม...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปล. ทุกอย่างเป็นประสบการณ์ส่วนตัว  ไม่ได้ต้องการประชดใครใดๆทั้งสิ้น

      ยิ่งเขียนยิ่งงงตัวเอง   ถ้าอ่านแล้ว งง ก็ปล่อยมันผ่านๆไปนะครับ   ฮ่าๆๆ