กระเช้าภูกระดึง...

posted on 25 Jan 2012 20:58 by guengg
ช่วงนี้กระแสของการทำกระเช้าขึ้นภูกระดึงดังขึ้นมาอีกครั้ง
จะด้วยเหตุผลใดก็ว่ากันตามผู้มีอำนาจที่จะอ้างขึ้นมา
แต่อย่างน้อยเสียงที่ดังกว่านั้นก็คือ เสียงของผู้ต่อต้านและผู้เห็นด้วย
 
 
ผมเคยเดินขึ้นภูกระดึงครั้งแรกในชีวิตเมื่อสามปีที่แล้ว
การเดินขึ้นภูกระดึงนอกจากจะต้องอดทนแล้ว
เรายังต้องมีความแข็งแรงของร่างกายเป็นเดิมพัน
ระยะทางร่วมสิบกิโลเมตรจากตีนเขาจนถึงพักนั้น
หากร่างกายของใครไม่ทนทานจริงหรือไม่เคยเดินขึ้นเขาจริงๆ
เห็นทีคงจะได้นอนพักอยู่ที่แค้มป์ไม่สามารถเดินไปยังจุดชมวิวจุดต่างๆได้
เพราะแต่ละจุดนั้นห่างไกลกันมาก
 
แต่บนทางเดินที่ลำบากเราก็สามารถเห็นธรรมชาติที่สวยงามได้
จากซัมต่างๆที่เป็นที่แวะพักในช่วงเดินขึ้น
พบเจอเจ้าของร้านขายของที่คอยยิ้มทักทายนักท่องเที่ยว
เป็นกำลังใจให้เราก้าวเดินเพื่อให้ถึงยอดภูกระดึง
 
นอกจากมิตรภาพระหว่างทางของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าแล้ว
มิตรภาพจากเพื่อนร่วมทางก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะช่วย
ประคับประคองให้การเดินนั้นไปยังจุดหมาย
มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ผมจำได้ชัดเจนมาก
หลังจากที่ผมถึงแค้มป์ในช่วงเช้า ทานข้าวเที่ยง
และเดินต่อไปผาหล่มสักในช่วงบ่าย
ระหว่างทางนี้เองเราน้ำของเราเหลืออยู่เพียงค่อนขวด
ผมกับเพื่อนต่างก็กระหายน้ำไม่แพ้กัน
ผมบอกให้มันดื่มให้หมดจะได้มีแรงเดินต่อ
มันมองหน้าผมเหมือนเข้าใจพร้อมกับดื่มน้ำเพียงเล็กน้อย
ยื่นกลับมาให้ผมพร้อมบอกว่า กินด้วยกัน
ผมรับพร้อมกับดื่มน้ำที่เหลืออันน้อยนิดลงไปพร้อมกับความรู้สึกดีๆ
ที่หากเราเดินกันอยู่ในเมืองในห้างสรรพสินค้า
สิ่งเหล่านี้ไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
 
ความอดทน ธรรมชาติที่สวยงาม มิตรภาพระหว่างทาง
สามอย่างนี้น่าจะสิ่งที่ภูกระดึงคอยมอบให้แก่ผู้ผ่านมาเสมอ
ความอดทนต่อการเดินทางระยะไกลในระยะทางชัน
ธรรมชาติที่สมบูรณ์และเปลี่ยนไปตามระดับความสูงของภูกระดึง
มิตรภาพระหว่างทางที่ต้องเดินด้วยกันเท่านั้นจึงจะได้รับ
 
หากใครเคยเดินขึ้นภูกระดึงจริงๆผมว่าสามสิ่งนี้อย่างน้อย
สองในสามต้องเคยได้รับบ้างไม่มากก็น้อย
และหวงแหนมันไว้ราวกับสมบัติส่วนตัว
ทุกเสียงที่เคยเดินและผ่านการพิชิตยอดมานั้น
จึงออกเสียงเป็นเสียงเดียวกันว่า ภูกระดึงต้องเดินขึ้นเท่านั้น
 
แต่กระนั้นก็ตามการเดินขึ้นภูกระดึง
ที่ต้องขึ้นอยู่กับร่างกายและความอดทนนั้น
ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนสามารถทำกันได้
ไม่รู้ว่าใช่เหตุผลที่กล่าวอ้างเพื่อต้องการหาเหตุผลของการทำกระเช้า
หรือมีเหตุผลอื่นใดแอบแฝงมากกว่านั้นไม่อาจทราบได้
แต่คนที่ไม่สามารถเดินขึ้นได้นั้นมีอยู่จริง
และคนเหล่านี้ก็ต้องการยลโฉมธรรมชาติบนยอดภูกระดึง
เหมือนคนที่เดินขึ้นได้ปกติ
 
และผมก็ตอบไม่ได้อีกนั่นแหละว่า
เมื่อมีกระเช้าขึ้นภูกระดึงขึ้นมาแล้ว
ความอดทน ธรรมชาติที่สวยงาม มิตรภาพระหว่างทาง
จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนที่นั่งกระเช้า
 
เสียงต่อต้าน
มักกล่าวอ้างในเรื่องของสิ่งที่ได้รับจากการเดิน
รวมทั้งกลัวธรรมชาติที่สวยงามที่ได้สัมผัสนั้น
จะถูกทำลายจากการมีกระเช้า
เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่เคยได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ
ล้วนจะหลงรักธรรมชาติและหวงแหนมันโดยไม่รู้ตัว
 
ส่วนเสียงเห็นด้วย
ก็จะแย้งทำนองว่า แล้วเราไม่มีสิทธิที่จะขึ้นไปข้างบนเลยเหรอ
เราก็ต้องการขึ้นไปดูธรรมชาติบนนั้นเช่นกัน
แต่ร่างกายของเราไม่อำนวย เราก็อยากให้กระเช้าพาเราขึ้นไป
เราไม่มีสิทธิเห็นในสิ่งที่คุณเห็น?
คุณช่วยเปิดใจให้กว้างมากกว่านี้ได้ไหม?
 
ตามมุมมองของผมเรื่องนี้ไม่มีใครถูกใครผิด
และเรื่องนี้มันไม่น่าจะใช่เรื่องของการถูกผิด
ทุกฝ่ายล้วนมีเหตุผลที่คอยสนับสนุนแนวคิดของตัวเอง
ซึ่งหากจะมองแบบคนเดินขึ้นเช่นผม
ผมก็มองว่าไม่ควรทำ ภูกระดึงต้องเดินเท่านั้น
เพื่อที่จะได้รู้จักความยากลำบากในการเข้าถึงบางสิ่ง
ไม่ใช่อะไรก็ใช้เทคโนโลยีคอยช่วย
มันมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นจากความลำบากร่วมกันอย่างแท้จริง
เหนือสิ่งอื่นใดธรรมชาติจะไม่ถูกทำลาย
แต่เมื่อผมได้อ่านความคิดเห็นของกลุ่มคนที่เห็นด้วย
และลองเปลี่ยนด้านมามองมุมคนที่ร่างกายไม่แข็งแรง
เค้าก็บอกว่าเค้าอยากเห็นในสิ่งที่คนเดินขึ้นได้เห็น
แต่เค้าเดินไม่ได้จริงๆ เค้าจึงอยากให้มีอะไรมาทดแทนการเดินขึ้น
ซึ่งนั่นก็ คือ กระเช้า
และเค้าก็มองว่า สร้างกระเช้าอาจทำลายธรรมชาติก็จริง
แต่จะทำลายเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด
 
เรื่องนี้จึงน่าจะเป็นเรื่องต้องถกเถียงกันไปอีกนาน
และไม่ว่าจะมีการสร้างหรือไม่มีการสร้าง
ทุกคนก็ต้องยอมรับผลของมัน
อาจจะยอมรับได้บ้างไม่ได้บ้าง
แต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามสิ่งที่มันเป็นไป
มองหาเหตุผลที่ต้องทำและไม่ทำ
โต้ตอบกันด้วยเหตุผลที่เป็นเหตุผลจริงๆ
ไม่ใช่โต้ตอบกันด้วยเหตุผลอื่นเบื้องหลัง
เงินอาจซื้อได้ทุกอย่างก็จริง
แต่ขอเว้นไว้อย่างหนึ่ง เหตุผลของแต่ละฝ่ายอย่าให้เงินซื้อได้อีกเลย
เพราะธรรมชาติของบ้านเรา ถูกเงินซื้อมามากพอแล้ว...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 ลองนั่งคิดคาดเดาดูทุกคนน่าจะมีจุดเริ่มต้นความรักพร้อมๆกัน
โดยเริ่มต้นด้วยความรักที่มีให้พ่อแม่ พี่น้องและญาติๆ
ตามติดมาด้วยเพื่อน
สมทบมาด้วยสถานะของคนพิเศษที่เราให้คำนิยามกันว่า แฟน
 
จากความรักที่ถูกทะนุถนอมไว้อยู่ในกรงเล็กๆที่เรียกว่าบ้าน
เราเริ่มแจกจ่ายความรักให้กับคนรอบข้างที่เข้ามาในชีวิต
พี่น้อง ญาติ เป็นบุคคลลำดับถัดมาที่เราจะเริ่มให้ความรักครั้งที่สอง
หลังจากที่ให้ความรักครั้งแรกไปกับพ่อและแม่
 
เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมากรงที่ชื่อว่าบ้านก็ดูจะคับแคบเกินไปสำหรับชีวิตของเรา
พ่อแม่จึงเริ่มหากรงใหม่ที่ใหญ่กว่าและพร้อมจะเป็นบทเรียนให้กับตัวเรา
กรงดังกล่าวเป็นกรงที่ทำให้เราเริ่มรู้จักคำว่า เพื่อน
เป็นกรงที่ทำให้เราได้รู้จักคนเยอะมากมาย
ได้เรียนรู้ความหลากหลายของผู้คน
ที่สำคัญทำให้เราได้รู้จักความผิดหวังของการให้ความรัก
หลังจากที่เราสมหวังตลอดมาจากความรักของพ่อแม่
 
เติบใหญ่ขึ้นมาอีก พ่อและแม่ก็ได้เริ่มขยับกรงให้ใหญ่ขึ้นมาอีก
ด้วยการส่งเราไปเรียนในเมือง หรือส่งเราเรียนในชั้นเรียนที่สูงขึ้น
การพบปะผู้คนจึงมากขึ้นไปอีก
ขณะเดียวกันเราก็โตพร้อมที่จะเรียนรู้และมอบความรักให้กับเพศตรงข้าม
ในคำจำกัดความที่มากกว่าคำว่า เพื่อน
 
อยู่ในกรงแรกพ่อแม่คือความรักเดียวที่เรามี
เมื่อย้ายมาอยู่กรงที่สอง มีความรักเพื่อนเข้ามาเพิ่มเติม
เพื่อนเริ่มเข้ามาแทนที่พ่อแม่
ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่แทนที่ในเชิงความรัก
เพราะยังไงก็ตามความรักที่มีให้พ่อแม่ ยังไงก็ไม่มีวันแทนที่ได้
แต่แทนกันในเชิงความสำคัญมากกว่า
เป็นความสำคัญที่เข้ามาใหม่ เมื่อเรามีคนที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น
แน่นอนว่าเวลาที่ปกติเราให้กับพ่อแม่นั้น
จึงต้องถูกแบ่งแยกตัดซอยให้เล็กลง
จึงคล้ายๆกับว่าเราละเลยความสำคัญแรกๆไปโดยปริยาย
เป็นการลดความสำคัญที่เราไม่ได้ตั้งใจ
ต่อมากรงที่สาม มีความรักที่ให้แฟนเพิ่มเติมเข้ามา
เราก็เริ่มจะมองเห็นเพื่อนน้อยลง พ่อแม่ที่น้อยลงอยู่แล้วหลังจากมีเพื่อน
ยิ่งน้อยลงไปอีกเมื่อแฟนเข้ามา
 
ซึ่งหากสังเกตให้ดีจากลำดับที่ลองไล่เรียงมา
ลำดับความสำคัญมักจะเริ่มต้นที่สิ่งใหม่มาก่อนเสมอ
 
แต่เมื่อลองมองมาให้ลึกกว่านั้น
ความสำคัญที่เราให้ความสำคัญนั้น
บางครั้งมันก็ดันเป็นเพียงความไม่สำคัญที่เราดันให้ความสำคัญ
เพราะหลายครั้งของความเสียใจของเราที่คิดว่าหนักที่สุดในชีวิต
ดันเกิดขึ้นกับบุคคลที่เราเรียกว่าแฟนมากที่สุด
เป็นความรักที่พร้อมทำให้เราผิดหวังและพร้อมเดินจากเราไปมากที่สุด
กลับกัน ความรักที่ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง
และพร้อมจะอยู่เคียงข้างเรามากที่สุด
กลับเป็นความรักจากพ่อแม่ที่เรามักเผลอลืมให้ความสำคัญ
จนบางครั้งความรักจากแฟนนอกจากจะทำร้ายเราโดยตรงแล้ว
ยังทำร้ายพ่อแม่ของเราไปโดยที่เราไม่รู้ตัว
 
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรมากนักที่เมื่อเราโตขึ้น
เราจะให้ความรักกับคนรอบข้างพร้อมกับแบ่งความสำคัญออกมา
เพียงแต่เราต้องคิดพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด
เพื่อให้การแบ่งความสำคัญนี้ทำร้ายคนที่รักเรามากที่สุดในชีวิตให้น้อยที่สุด
 
ขึ้นชื่อว่าความรัก ก็พร้อมเสมอที่จะทำให้คนหลงทาง
 
กระนั้นก็ตามก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตหนึ่งเราไม่ควรมีเพื่อนหรือแฟน
ซึ่งหากว่ากันตามจริง ถือว่าเป็นเรื่องที่ควรมีด้วยซ้ำ
 
ชีวิตหนึ่งทุกคนควรมีความรักให้เพื่อน รักให้แฟนอย่างจริงจัง
เพื่อที่จะได้รู้ว่าความผิดหวังจากความรักนั้นเป็นเช่นไร
เพื่อที่จะได้รู้ว่าวันหนึ่งคนที่อยู่เคียงข้างเราจริงๆนั้น
หาใช่เพื่อนและคนรักไม่ แต่คือพ่อแม่เท่านั้น
 
ไม่ใช่ผมจะบอกว่าเพื่อนและแฟนนั้นเป็นคนไม่ดี อย่าริเริ่มคบ
แต่ผมกำลังจะบอกว่าหากความรักได้เกิดขึ้นกับคุณแล้ว
เรามักจะลดความสำคัญของพ่อแม่ลงมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
ซึ่งแน่นอนท่านพร้อมที่จะเข้าใจคุณอยู่เสมอ
ถึงแม้ท่านจะเจ็บปวดก็ตาม
 
อย่าให้ความรักครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นทำร้ายความรักที่ท่านมีให้เรามากจนเกินไป
เพราะนั่นหมายถึงว่าเรากำลังทำร้ายคนที่เรารักมากที่สุดเช่นกัน
 
มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเคยถามน้องสาวที่นั่งมองดูทีวี
ขณะที่แม่กำลังล้างจานว่า ถ้ามึงอยู่บ้านแฟนมึงจะล้างไหม?
ล้าง คือ คำตอบ
แล้วมึงรู้ยังว่าตอนนี้มึงควรทำอะไร?
(แน่นอนว่าผมต้องเดินไปล้างแทน)
 
อาจเป็นเรื่องเล็กๆที่เกิดขึ้นภายในบ้าน
แต่บางครั้งมันก็สอนเราได้ในความรู้สึกบางอย่าง
 
ไม่ใช่ว่าน้องจะเป็นเท่านั้น
บางครั้งผมก็เผลอเป็นอย่างที่กำลังสอนน้องตัวเอง
เราอาจทำทุกอย่างได้เพื่อที่จะได้มาซึ่งความรักครั้งใหม่
แต่เราต้องทำทุกอย่างเช่นกันเพื่อรักษาความรักครั้งเก่า
 
การมีความรักครั้งใหม่ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก
เพราะเราต้องพบเจอผู้คนภายนอกอยู่เสมอ
จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะเอาใจคนภายนอกที่ยังไม่รักเรา
มากกว่าเอาใจคนภายในที่รักเราเสมอมา
 
ที่สำคัญที่สุด คือ คนภายในที่มีความรักให้เราเสมอมา
คือ ความรักมีแต่ท่านสองคนเท่านั้นที่จะให้เราได้
อย่าไปคิดว่าเราจะสามารถหาความรักแบบนี้ได้จากที่ใด จากคนใด
ไม่มีความรักชนิดใดสามารถแทนที่ความรักของผู้ให้กำเนิดได้
 
ความรักกับความสำคัญเป็นของคู่กันเสมอ
มีมากต้องรักษา มีน้อยก็ต้องปล่อยวาง
ที่สำคัญที่สุดสำหรับความสำคัญคือ ก่อนที่เราจะรักษาหรือปล่อยวาง
เราต้องคิดให้ดี คิดให้รอบคอบหลายๆครั้ง
พร้อมเตือนสติตัวเองอยู่เสมอว่า
ความรักที่สำคัญที่สุด คือ ความรักครั้งแรก ไม่ใช่รักครั้งรอง...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

หม้อสุกี้...

posted on 14 Jan 2012 14:35 by guengg
โกบอกว่าอยากกินเนื้อกระทะ
เสียงของแม่ดังขึ้นเพื่อเป็นการย้ำเตือนถึงความต้องการของพี่ชาย
ไม่มีเสียงตอบรับ
ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย
แต่นั่นหมายความว่าไม่มีคำปฎิเสธใดๆ
โดยที่เป็นอันรับรู้กันว่าค่ำคืนนี้ครอบครัวของเราจะไปทานเนื้อกระทะร่วมกัน
 
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่น้องสาวคนเล็กจะต้องเดินทางกลับไปเรียนต่อ
หลังจากที่แอบแวะมาพักอยู่บ้านร่วมเดือน
อีกทั้งยังเป็นวันสุดท้ายที่พี่ชายคนโตจะอยู่บ้าน
ไม่ใช่ว่าจะไปอยู่ไกลแล้วไม่สามารถกลับมาได้
แต่หมายถึงว่าเป็นวันสุดท้ายหลังจากที่พี่ชายได้ลาออกจากงาน
และหนีเหตุการณ์น้ำท่วมเพื่อมาลี้ภัย
 
สรุปรวบยอดได้ว่าเป็นวันสุดท้ายที่ทั้งพี่ชายคนโต
และน้องสาวคนเล็กจะอยู่บ้านจากการกลับบ้านครั้งนี้
เนื้อกระทะจึงกลายเป็นอาหารมื้อใหญ่สำหรับครอบครัวของเรา
คล้ายๆเป็นการเลี้ยงส่งกลายๆ
เป็นการเลี้ยงส่งที่รอการกลับมาอีกครั้ง
 
 
เท่าที่จำความได้ นับตั้งแต่พ่อแม่ได้ส่งออกพวกเราสามคนไปเรียนหนังสือ
ที่ห่างไกลจากบ้านร่วมสิบกว่าปี
ครั้งนี้น่าจะเป็นการอยู่รวมกันที่นานที่สุดครั้งหนึ่งในรอบการส่งออกลูกเรียน
หนึ่งเดือนโดยประมาณที่น้องสาวต้องอยู่ติดบ้านโดยไม่ไปไหน
สองถึงสามเดือนโดยประมาณที่พี่ชายต้องลี้ภัยน้ำท่วม
โชคดีที่ช่วงเวลาของพี่ชายและน้องสาวมาทับกันที่เวลาใดเวลาหนึ่ง
ทำให้เราทั้งห้าคนได้อยู่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตานานกว่าที่เคย
 
แรกเริ่มที่พี่ชายกลับมาได้มาอาศัยห้องนอนของผมเป็นที่พักพิง
ห้องที่เคยว่างเปล่าก็ดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมา
แม้ระหว่างเราจะไม่มีบทสนทนาอะไรมากนัก
แต่เพียงแค่การรับรู้การมีอยู่ของกันและกัน
บางครั้งนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับความรัก
 
ถัดมาจากช่วงเวลานั้นประมาณสองเดือนพี่ชายเริ่มย้ายสมรภูมิหลับนอน
ลงไปชั้นลางด้วยเหตุผลหลักๆที่ผมคิดได้ว่า น่าจะเป็นเรื่องความเป็นส่วนตัว
และความต้องการนอนบนเตียงที่ห้องนอนผมให้ไม่ได้
พื้นที่ข้างฟูกที่ผมนอนอยู่จึงว่างเปล่าขึ้นอีกครั้ง
แต่ไม่ทันไรเจ้าตัวเล็กน้องสาวคนเล็กของผมก็กลับมา
พร้อมกับการเติมพื้นที่นั้นให้เต็มอีกครั้ง
 
ทุกคืนก่อนนอนเจ้าตัวเล็กของผม
จะคอยออดอ้อนเรียกร้องการนวดเสมอ
ทั้งที่เต็มใจและไม่เต็มใจผมก็ต้องลุกขึ้นมานวดให้มัน
ไม่ใช่แค่ไหล่ มือ แต่มันคือทั้งตัว!
มากกว่านั้นบางครั้งมันยังไม่ยอมหยุดง่ายๆ
ขอรอบสอง รอบสาม ทำเอามือผมปวดไปตามๆกัน
ยิ่งช่วงตอนนอนหลับ ผมไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน
หมอนข้างของผมต้องถูกแย่งไปอยู่เสมอ
(โดยที่มันก็มีหมอนข้างส่วนตัวอีกอัน)
และเป็นผมที่ติดหมอนข้างจนต้องตื่นขึ้นมามองเจ้าตัวเล็ก
พร้อมกับแอบดึงหมอนข้างกลับมาเป็นของตัวเองอีกครั้ง
โดยที่ทุกครั้งที่ผมดึงกลับ
เจ้าตัวเล็กของผมจะตื่นมาจ้องมองผมเป็นอันรู้กันว่า
ผมขอสัมปทานหมอนข้างคืน
 
มากไปกว่านั้นช่วงกลางวัน
ผมยังต้องคอยทำตัวเป็นพี่ชายที่แสนดีพามันไปนู่นนี่นั่นเสมอ
ซื้อกับข้าว ไปธนาคาร ไปนู่นไปนี่
มีผมต้องมีมันอยู่เสมอ
คล้ายๆกับว่าผมกับเจ้าตัวเล็กตัวติดกันไปโดยปริยาย
 
จากชีวิตที่ปกติไปไหนมาไหนทำอะไรคนเดียว นอนคนเดียว
พี่ชายและเจ้าตัวเล็กกลับมาทำให้ทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิม
สิ่งที่ปกติกลายเป็นไม่ปกติ
จนทำให้ผมเคยชินกับการมีพี่ชายนอนอยู่ชั้นล่าง
มีน้องสาวคอยออดอ้อนอยู่ชั้นบน
บ้านเต็มไปด้วยความวุ่นวายของเจ้าตัวเล็ก
เสียงม้าบ่นมีมากขึ้นตามจำนวนของคนในบ้าน
แต่กระนั้นก็ตาม ก็เป็นอันเข้าใจร่วมกันได้โดยไม่ต้องพูดคำใดๆว่า
เป็นเสียงบ่นที่ดูมีความสุขมากเป็นพิเศษ
 
 
รถเก๋งสีเขียวเก่าๆกำลังบรรทุกห้าชีวิตไปร้านเนื้อกระทะ
คิดถึงเนื้อกระทะผมก็คิดไปถึงความสัมพันธ์ของครอบครัว
 
สำหรับผม
เนื้อกระทะจัดได้ว่าเป็นอาหารครอบครัวหรืออาหารรวมเพื่อนอย่างแท้จริง
เป็นอาหารที่ต้องกินกันเป็นกลุ่มสามถึงสี่คนขึ้นไป
เพราะหากรับประทานเพียงคนหรือสองคน
เนื้อกระทะจะมีช่องว่างของกระทะที่ทำให้การย่างนั้นจะทำได้ยากขึ้น
ซ้ำร้ายบางครั้งช่องว่างที่ล่าช้าจากการเติมเนื้อเข้าไปนั้น
ก็จะไหม้และส่งกลิ่นเหม็นไม่น่าดม
คิดดูแล้วจึงไม่น่าจะเหมาะเท่าไร
หากอาหารชนิดนี้จะถูกรับประทานโดยคนไม่กี่คน
 
แต่ถ้าหากเรารับประทานสามถึงสี่คนขึ้นไป
ช่องว่างดังกล่าวจะถูกเติมเข้าไปให้เต็ม
เนื้อย่างที่ถูกย่างจะสุกทันคนที่กิน
ช่องว่างถูกเติมเต็ม กระทะไม่ไหม้ กลิ่นหอมชวนรับประทาน
เฉกเช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว
หากอยู่กันครบและพร้อมหน้าพร้อมตา
ก็จะเปรียบเสมือนกระทะที่เต็มไปด้วยเนื้อที่สุกได้ที่
มีกลิ่น หน้าตา ที่พร้อมแก่การรับประทาน
 
รถเก๋งสีเขียวคันเก่าพาเราห้าคนมาถึงเป้าหมาย
แต่สิ่งที่ผิดความคาดหมายก็คือ
ร้านเนื้อกระทะเหมือนจะนัดหมายปิดร้านพร้อมกัน
เพราะร้านแรกที่เราตั้งใจจะไปกินปิด
ครั้นจะไปร้านที่สองในละแวกเดียวกันร้านก็ยังปิดเช่นเคย
จึงต้องเปลี่ยนเป้าหมายของเราออกไป
 
ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือใครสักคนต้องการสอนอะไรแก่ตัวผม
มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในรถ ผมไม่แน่ใจนักว่าเป็นเสียงของใคร
บอกว่างั้นไปกินสุกี้กันก็ได้
อืมๆ กินสุกี้ก็ได้ ป๋ารีบตอบรับ
ผมรีบกลับไปทบทวนความคิดที่พึ่งเกิดขึ้นอีกครั้ง
พร้อมกับถามตัวเองว่า
แล้วถ้าลองเปลี่ยนจากกระทะเป็นหม้อสุกี้ละความสัมพันธ์จะเป็นยังไง?
 
สิ่งที่เหมือนกันระหว่างกระทะกับหม้อก็คือ
เป็นอาหารสำหรับครอบครัวเหมือนกัน
และของบางอย่างเราจะกินเฉพาะตอนที่มีคนนั้นอยู่ด้วย
แต่สิ่งที่ต่างออกไปผมรู้สึกว่า
หม้อสุกี้นั้นไม่มีช่องว่างที่ต้องคอยเติมเหมือนกระทะ
ทุกอย่างจะผสมปนเปกันไปหมด จนบางครั้งก็ยากที่จะแยกว่าอะไรเป็นอะไร
หากตีความในแง่ของความรู้สึกที่ผมได้รับ
หม้อสุกี้อย่างมากก็แค่ทำให้รู้สึกถึงความห่าง
ขณะที่กระทะกลับทำให้รู้สึกขาด
 
 
วันพรุ่งนี้แล้วที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง
ความไม่ปกติจะถูกเปลี่ยนเป็นปกติอีกครั้ง
อาจจะเหงาและรู้สึกโดดเดี่ยวไปบ้างในบางครั้ง
แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะผมได้รับคำสอนจากหม้อสุกี้แล้วว่า
ให้ทำความรู้สึกเหมือนหม้อสุกี้ เราจะได้ไม่รู้สึกว่าเราขาด
ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าเราหลอกตัวเองว่าเรามีทุกอย่างอยู่ตรงหน้า
แต่เป็นการบอกตัวเองว่า
สิ่งที่หายไปคือความใกล้ชิดเท่านั้น ไม่ใช่ความรัก
เพราะครอบครับเรานั้นต้องอยู่ในหม้อ ไม่ใช่กระทะ...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

อ้อมกอดปีใหม่...

posted on 07 Jan 2012 15:51 by guengg
ภายในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
หากสามเข็มของนาฬิกาก้าวไปหยุดอยู่พร้อมกันที่เลขสิบสอง
ดอกไม้ไฟส่องแสงสว่างเติมความสวมงามให้กับท้องฟ้า
เสียงเพลงปีใหม่ถูกเปิดดังกระหึ่มกึกก้อง
เป็นอันเข้าใจตรงกันได้โดยไม่บอกกล่าวว่า
นับจากนี้ไป คือ ช่วงเวลาของวันปีใหม่อย่างเป็นทางการ
 
ให้ความรู้สึกคล้ายกับเพลงชาติอย่างไงอย่างงั้น
เพราะว่าเมื่อเพลงวันปีใหม่ถูกบรรเลงขึ้น
สามสิบชีวิตโดยประมาณที่นั่งอยู่เก้าอี้
ในบนลานหญ้าหน้าอพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่ง
ต่างลุกขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ทุกคนหันหน้าหากัน ยกมือไหว้ กล่าวคำสวัสดีปีใหม่
ตามด้วยสวมกอดกันและกัน
คล้ายกับการกอดการกุศล ทุกคนเหมือนเดินวนเป็นวงรี
เพื่อยกมือไหว้ อวยพร และสวมกอด
เป็นการแจกกอดที่พร่ำเพรื่อหากผู้พบเห็นไม่เข้าใจ
แต่หากมองในแง่ของคนใน
นี่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของการเริ่มต้นปีด้วยสิ่งดีๆ
 
เป็นเรื่องไม่ถูกนัก
ที่เรามักจะยึดเอาวันสำคัญๆเป็นวันที่แสดงออกถึงบางสิ่งบางอย่าง
เพราะเรามักเชื่อและบอกกับตัวเองเสมอว่า
ทุกวันคือวันสำคัญ เราสามารถแสดงออกบางสิ่งบางอย่างที่คิดว่าสำคัญ
ให้กับคนสำคัญได้เสมอโดยไม่ต้องยึดติดที่วันเวลา
แต่กระนั้นก็ตาม
การที่มีวันสำคัญให้เราได้ระลึกถึง
มันก็ยังคงความสำคัญในความรู้สึกอยู่เสมอ
ทั้งๆที่บอกกับตัวเองว่าวันนั้นมันก็แค่วันธรรมดาวันหนึ่ง
แต่ลึกๆแล้วเราก็รู้สึกพิเศษกับมันมากกว่าปกติอยู่ดี
 
เมื่อยังคงเหลือความรู้สึกที่มันพิเศษกว่าปกติ
การทำอะไรที่มันพิเศษกว่าปกติจึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้
วันเหล่านี้จึงคล้ายเป็นตัวเสริมให้เกิดการกระทำบางสิ่งบางอย่าง
ให้สามารถตอบรับกับความรู้สึกที่เรามี
 
อาจเป็นเพราะบางครั้งเราไม่กล้าแสดงออกมากจนเกินไป
จึงจำเป็นต้องอาศัยวันพิเศษเหล่านั้นเป็นตัวช่วยเสริม
ผู้คนมากมายจึงถือโอกาสและวันเหล่านั้นเป็นวันที่แสดงความรัก
และความปรารถนาดีต่อกัน
 
ผมแจกกอดการกุศลไปเกือบครบรอบวงรีการกอด
โดยที่ไม่รู้ตัวว่าขณะกอดผมก็ได้รับการกอดกลับมาเช่นกัน
อ้อมกอดของคนที่เรารักภายใต้บรรยากาศและวันเวลาดีๆ
ต่อให้ผมพร่ำบอกกับตัวเองว่ามันก็แค่วันธรรมดาวันหนึ่ง
แต่ผมมั่นใจว่า หากผมเริ่มกอดอีกครั้งในวันถัดไป
ผมคงไม่สามารถรู้สึกได้อย่างที่ผมรู้สึกในวันปีใหม่
ทั้งนี้ทั้งนั้นน่าจะเป็นเพราะว่าส่วนลึกของหัวใจ
ได้รับความพิเศษของมันไว้แล้ว
ต่อให้สมองจะปฎิเสธการมีอยู่มันมากเท่าไรก็ยากเต็มที
 

หน้าอพาร์ทเมนท์กลางเมืองขอนแก่นที่หนึ่ง
มีคนกลุ่มหนึ่งยืนแลกกอดกันโดยไม่อายกันและกัน
อีกทั้งผมยังได้รับการหอมแก้มจากคุณป้าเจ้าของอพาร์ทเมนที่แสนดี
รู้สึกได้ว่าวันนี้เป็นวันที่ดีวันหนึ่ง
มันเป็นวันที่ดีเพราะถูกกำหนดให้เป็นวันพิเศษ
วันพิเศษที่ทำให้ความรู้สึกพิเศษบางอย่างเกิดขึ้นมาในใจ
แม้ในใจลึกจะต่อต้านว่ามันก็แค่วันธรรมดาวันหนึ่งก็ช่างมัน
อย่างน้อยอ้อมกอดในวันนี้
ก็ได้พังทลายความรู้สึกบางด้านที่ด้านชาให้อ่อนตัวลง
ผมอาจเปิดใจรับกอดได้เต็มหัวใจมากกว่าที่เป็นอยู่
กล้าที่จะกอดคนรอบข้างมากขึ้น กอดตัวเองให้น้อยลง


อ้อมกอดปีใหม่ปีนี้ได้สอนบทเรียนบางอย่างให้ผมว่า
.......
.......
.......
.......
.......
 
จุดไข่ปลาไม่ใช่ว่าขี้เกียจคิดและเขียน
แต่มันเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ยากจะบรรยายเป็นตัวหนังสือ
ถ้าอยากรู้ว่าเหนือไข่ปลาคือตัวอักษรอะไร
ช่วยออกไปกอด
และเติมให้ที...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ของขวัญ...

posted on 29 Dec 2011 22:06 by guengg
ช่วงเวลานี้มองไปทางไหนก็จะพบเจอกับบรรดาร้านค้า ถนนหนทางต่างๆ
ประดับประดาไปด้วยแสงไฟหลากสีสันพร้อมด้วยโคมลอยหลากชนิด
เป็นการส่งสัญญาณเตือนแก่ผู้มาพบเห็นกลายๆว่า
ได้เวลาแห่งการเฉลิมฉลองแล้ว
เฉลิมให้กับวันคริสมาสต์ตามด้วยฉลองให้วันปีใหม่
 
ที่หน้าร้านขายของจิปาถะที่เหมาะสำหรับการจับจ่ายซื้อของ
เพื่อมอบให้แก่กันแทนความรู้สึกดีๆ
ตั้งโต๊ะห่อของขวัญเพื่อรอขบวนพาเหรดสินค้า
ที่จะนำมาบรรจุใส่กล่องขนาดพอดีตัว
ตามด้วยการห่อกระดาษหลากสีอำพราง
ให้ผู้รับได้รู้สึกตื่นเต้นกับการแกะแทะลุ้นของที่เราเรียกว่า ของขวัญ
 
ของซื้อให้ว่ายากแล้ว แต่บางครั้งการให้กลับยิ่งยากกว่า
นั่นเพราะว่าหลายครั้งของการให้มักเต็มไปด้วยความประหม่า ตื่นเต้น
ทั้งนี้ทั้งนั้นความมากน้อยของอาการดังกล่าว
ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของผู้ให้ที่มีต่อผู้รับ
 
และน่าจะมีอยู่หลายครั้งเช่นกันที่การให้หยุดอยู่ที่การไม่ได้ให้
ไม่ได้ให้เพราะไม่กล้า ทั้งที่ซื้อมาแล้ว
จนผู้รับและผู้ให้อาจกลายเป็นคนๆเดียวกันโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ
การให้ลักษณะนี้น่าจะเป็นการให้ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าการไม่ให้อะไรเลย
 
แต่ก็มีบางกรณีเช่นกันที่ความเจ็บปวดนั้นเกิดขึ้นแก่ผู้รับ
สิ่งนี้จะเกิดต่อเมื่อความรู้สึกของผู้ให้นั้นมีมากเกินกว่าที่ผู้รับจะรับไว้ได้
หรือกล่าวอย่างให้เข้าใจง่ายๆก็คือ
ผู้รับไม่ได้รู้สึกอะไรกับผู้ให้ ขณะที่ผู้ให้นั้นรู้สึกมากมาย
 
การให้และการรับที่สมบูรณ์จึงขึ้นตรงแก่ผู้ให้และผู้รับอย่างเลี่ยงไม่ได้
ผู้ให้เต็มใจที่จะให้ ขณะเดียวกันผู้รับเต็มใจที่จะรับ
 
แต่ในชีวิตจริงเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า
เมื่อใดและของขวัญชนิดใดจะถูกใจผู้รับ
แม้เราจะตั้งใจให้มากขนาดไหนก็ตาม
เพราะบางครั้งสิ่งที่เราให้กลับกลายเป็นสิ่งที่เราชอบและเห็นว่าดีต่อผู้รับ
หลายครั้งการให้จึงนำมาซึ่งความเสียใจมากกว่าความดีใจ
 
ซึ่งจากเหตุการณ์นี้จึงได้บทสรุปสำหรับการให้ได้ว่า
สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา
ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเค้า
ไม่ใช่เฉพาะกับของขวัญ
แต่หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต

 
ผ่านไปร่วมสองสามชั่วโมง
ผมเดินออกมาหน้าบ้าน มองไปยังร้านขายของที่ตั้งโต๊ะรับห่อของขวัญ
เด็กน้อยชุดนักเรียนจำนวนหนึ่งยังคงเข้าคิวรอห่อของขวัญอย่างตั้งใจ
ในความคิดคงจินตนาการถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคตอย่างสุขสมหวัง
โดยที่มักลืมไปว่า การให้ไม่ได้มีด้านเดียว
 
ความเสียใจยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่เงียบๆเสมอ
ยิ่งเรามองเห็นมันน้อยเท่าไร
ความรุนแรงของมันยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
 
การให้ที่ดีจึงเป็นการให้ที่เราต้องมองทุกอย่างให้รอบด้าน
แน่นอนว่าอาจคาดหวังว่าสมหวังมากกว่าผิดหวัง
แต่กระนั้นก็ไม่ควรลืมความเป็นไปได้ของการไม่สมหวัง
มันอาจยังมองไม่เห็น แต่ต้องเชื่อว่ามันมีอยู่จริง
 
 
 
การให้เป็นตัวแทนที่ดีที่สุดที่แสดงถึงความรู้สึกของผู้ให้ที่มีต่อผู้รับ
อาจไม่ใช่ทุกครั้งที่การให้นำมาซึ่งผลดี
แต่เชื่อว่าหากเราปรารถนาดีที่จะให้อยู่เสมอ
เหตุการณ์ที่เกิดการตอบรับของทั้งสองฝ่ายนั้นจะเกิดขึ้น
 
ผิดหวังมากครั้งจากการให้
และไม่รู้ว่าสุขสมหวังนั้นมีรสชาติอย่างไร
ก็ยังดีกว่าเก็บความรู้สึกบางอย่างเอาไว้โดยไม่เผยมันออกมา
 
ของขวัญจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีคนหยิบมันขึ้นมาส่งต่อให้อีกคน
ไม่ใช่ตั้งปล่อยทิ้งไว้ให้ฝุ่นจับอยู่บนหิ้ง
ไม่ใช่เฉพาะกับของขวัญ
แต่ผมหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเช่นกัน...